กู่สันตรัตน์-นาดูน-มหาสารคาม

เปิดตำนานนครจำปาศรี พาชมกู่สันตรัตน์ โรงพยาบาลอารยธรรมขอม สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

เปิดตำนานนครจำปาศรี พาชมกู่สันตรัตน์ โรงพยาบาลอารยธรรมขอม สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

“อโรคยศาลา” หากเปรียบเป็นสถานที่ปัจจุบัน คือ สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล ที่ตั้งไว้รักษาผู้ป่วยในชุมชนโดยรอบและบริการผู้คนในอดีตสัญจรผ่าน  ซึ่งจังหวัดมหาสารคามถือเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณ ที่มีอารยธรรมรุ่งเรือง นาม “นครจัมปาศรี” ด้วยความที่เป็นหัวเมืองขนาดใหญ่และมีความสำคัญ จึงมี “อโรคยศาลา” หลายแห่ง แต่ที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงนั้นคือ “กู่สันตรัตน์” ตั้งอยู่ที่บ้านกู่โนนเมือง ตำบล กู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม  สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่  ๑๘  สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่  ๗  แห่งอาณาจักรเขม ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็น  “สถานพยาบาลแห่งพระพุทธเจ้า”

กู่สันตรัตน์ หรือชื่อเดิมว่า “กู่บ้านกู่ เป็นโบราณสถานที่มีลักษณะแบบขอม มีลักษณะเป็นปราสาทแบบย่อมๆ ตั้งอยู่บนฐานชั้นเดียวสร้างด้วยศิลาแลง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงล้อมลอบในกรอบ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทางด้านหน้าปราสาททางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีสระสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 12 เมตร ซึ่งน่าจะหมายถึงบาราย ซึ่ง เป็นไปตามคติของขอม(เขมร) ที่ว่าเมื่อมีการสร้างปราสาทหินก็มีการ ขุดสระหรือ บารายกักน้ำไว้ในที่ใกล้เคียงนั้นด้วย

ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านหน้าปราสาทมีซุ้มประตูทางเข้าหรือโคปุระ ก่อด้วยศิลาแลง ส่วนประตูทางเข้านั้น ปรากฏให้เห็นว่ามีแผ่นทับหลังอยู่เหนือประตู กับมีเสาประดับที่กรอบประตูทั้งสองด้าน แผ่นทับหลังและเสาประดับกรอบประตูทำด้วยหินทรายแต่ไม่มีการสลักลายใดๆ ทั้งสิ้น จึงดูคล้ายกับว่าทำยังไม่เสร็จ องค์ปราสาทมีลักษณะรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนทางทิศเหนือทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นประตูหลอก เมื่อพิจารณาเฉพาะองค์ปราสาทแล้วสันนิษฐานได้ว่ากู่สันตรัตน์ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะทางด้านหน้าตอนบนนั้นมีช่องว่างเว้นไว้ เป็นช่องสามเหลี่ยม ซึ่งส่วนนี้เมื่อเสร็จสมบูรณ์ก็คือหน้าบัน ที่จะทำด้วยหินทรายซึ่งคงต้องสลักลวดลายประกอบด้วย สิ่งสำคัญต่อมาคือแผ่นทับหลัง ที่ตั้งอยู่เหนือกรอบประตูนั้นมีแผ่นหินทรายวางไว้ แต่ยังไม่มีการสักลวดลายใดๆ ทั้งสิ้น

โดยทั่วไปแผ่นทับหลังต้องมีการสลักลายหรือภาพประกอบไว้เสมอ แม้เสาประดับกรอบประตูทั้ง 2 ด้าน ก็มักสลักลายประดับเช่นกัน แต่เสาที่อยู่ติดกรอบประตูทางด้านซ้ายนั้นยังเป็นแท่งหินทรายเรียบๆ อยู่ไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสิ้นคงมีเฉพาะเสาประดับกรอบประตูทางด้านขวาของปราสาทเท่านั้น ที่ได้สลักลายไว้อย่างคร่าวๆ จากลักษณะดังกล่าวจึงเป็นหลักฐาน สันนิษฐาน ได้ว่า ปราสาทองค์นี้ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ช่างได้สร้างไปตามแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะของขอม คือแม้องค์ปราสามจะก่อด้วยหินทรายหรือศิลาแลง แต่ส่วนสำคัญทั้ง 3 คือ หน้าบัน ทับหลัง และเสาประดับกรอบประตู ต้องทำด้วยหินทรายเสมอ ทั้งนี้เพราะหินทรายมีคุณสมบัติเหมาะกับการแกะสลัก ในสถาปัตยกรรมหินทรายโดยเฉพาะ

 

จารึกปราสาทตาพรหมกล่าวไว้ว่าพระองค์ทรงโปรดให้มีการก่อสร้าง “อโรคยศาลา” ซึ่งเป็นสุขศาลาหรือโรงพยาบาลไว้ ๑๐๒ แห่งทั่วราชอาณาจักร และปัจจุบันได้พบจารึกมากกว่าสิบหลักทั้งในประเทศไทย ลาว และกัมพูชา ปรากฏข้อความทำนองเดียวกันกับจารึกปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ที่บ่งชี้ถึงลักษณะวิหารในโรงพยาบาลของพระองค์ไว้ว่า    “พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาล และรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต พร้อมด้วยรูปพระชิโนรสทั้งสองโดยรอบ เพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชนตลอดไป  พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลนี้ และรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต พร้อมด้วยวิหารของพระคุรุ”

โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีบุคลากรประจำประมาณ ๕๐ กว่าคน (จารึกปราสาทตาเมือนโต๊ด) ถึง ๙๘ คน (จารึกทรายฟอง ประเทศลาว) มีที่ดินกัลปนาและข้าทาสอีกจำนวนหนึ่งซึ่งได้รับบริจาคให้ทำงานบนที่ดินและในโรงพยาบาล อโรคยศาลาจึงมีลักษณะเป็นชุมชนย่อยๆ ของตนเอง ประกอบด้วยวิหารพระไภษัชยคุรุ มีลักษณะเป็นปราสาทศิลาแลงฉาบปูน ปั้นลาย และประดับด้วยหินทรายแกะสลักสวยงาม ซึ่งชิ้นส่วนศิลายังคงเหลือปรากฏหลักฐานเป็นซากอาคารให้เห็นในปัจจุบัน

ปัจจุบันกู่สันตรัตน์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณสถาน และเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชน ในแต่ละปีชาวบ้านโดยรอบที่เคารพบูชา “เจ้าพ่อสี” ในฐานะ “ผีอารักษ์” ผู้ปกป้องคุ้มครองผู้คนในท้องถิ่น จะจัดงาน “สรงกู่” พร้อม ๆ กับ “กู่น้อย ศาลานางขาว”  ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งก็จะมีผู้คนมาร่วมงานและถือโอกาส “แก้บน” ที่เคยบนบานสานกล่าวกับ “เจ้าพ่อสี”เอาไว้ ซึ่งของแก้บนที่ผู้คนมักนำมาถวาย ได้แก่ พวงมาลัยดอกไม้ น้ำอบ น้ำหอม

ในงาน “สรงกู่สันตรัตน์” ในปัจจุบันถือเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีกิจกรรมมากมาย อาทิ การรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ขบวนแห่ “กับแก้กับโกน” (แห่ตุ๊กแก) ขบวนย้อนยุค การแสดงของนักเรียน การแข่งขันบั้งไฟ นิทรรศการของกลุ่มแม่บ้าน และจะมีการ “ทาสี” สดใสบนประตูหลอกของตัวปราสาทประธาน เพื่อสักการะ “เจ้าพ่อสี”เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้หากนักท่องเที่ยวสนใจอยากสัมผัสกลิ่นอายอดีตของเมืองโบราณ และร่วมทำบุญใหญ่ร่วมกับชาวชุมชน สามารถมาร่วมประเพณี “สรงกู่” ได้ทุกปีในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 5

 

 

 

ขอบคุณที่มา :  สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ที่  ๗  ขอนแก่น

  oknation.nationtv.tv